แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน แสดงบทความทั้งหมด

22 มี.ค. 2554

Gaopeng (เกาเผิง) Groupon ในจีนเปิดตัวแล้ว


Groupon เป็นกิจการที่โด่งดังอย่างมากในช่วงปลายปี 2553 จากข่าวที่ว่า Google พยายามจะซื้อกิจการ Groupon ด้วยข้อเสนอเป็นเงิน 6 พันล้านดอลลาร์ แต่เจ้าของไม่ยอมขาย

หากคุณยังไม่รู้จัก Groupon ผมขอนิยามสั้น ๆ ในแบบของผมว่ามันคือเว็บขายคูปองลดราคาแบบเหมายกล็อต รายละเอียดเกี่ยวกับ Groupon ผมอยากให้อ่านบทความของ ดร. ภิเษก ชัยนิรันดร์ มีการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจให้ด้วย

ในประเทศจีนมีข่าวการร่วมมือระหว่าง Groupon กับ Tencent ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนมาตั้งแต่กลางเดือนมกราคม จนมีการเปิดตัวเว็บไซต์ Groupon ภาษาจีนในชื่อ Gaopeng (เกาเผิง) อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และจัดตั้งบริษัทในลักษณะการร่วมทุน

ตามรายงานข่าวระบุว่าเว็บไซต์ Gaopeng.com จะมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่มีเฉพาะในจีน นั่นคือ สมาชิกสามารถรวบรวมกลุ่มผู้ซื้อและสร้างข้อเสนอเพื่อซื้อสินค้าในราคาที่ต้องการได้ ในขณะที่ผู้ค้าสามารถติดตามข้อเสนอดังกล่าวและตอบรับดีลเมื่อมีจำนวนผู้ซื้อในกลุ่มมากพอ

Tencent เป็นหุ้นส่วนที่น่าจะมีส่วนช่วยให้ Gaopeng เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้ให้บริการ instant messaging รายใหญ่ที่สุดในจีนที่เรียกว่า QQ ซึ่งมีฐานสมาชิกมากกว่า 600 ล้านคน (มากกว่าจำนวนผู้ใช้ Facebook ซะอีก) โดยสมาชิก QQ สามารถใช้บัญชี QQ เพื่อ login เข้าใช้งานเว็บ Gaopeng ได้เลย นอกจากนี้ การใช้บัญชี QQ ซื้อคูปองในเว็บ Gaopeng ผู้ใช้ยังจะได้รับคะแนนสะสมพิเศษอีกด้วย เรียกว่าอวยกันสุด ๆ

ความสำเร็จอย่างรวดเร็วของ Groupon ที่อเมริกา ทำให้เกิดเว็บไซต์เลียนแบบมากมายในจีน มีอยู่รายหนึ่งถึงกับใช้ชื่อว่า Groupon.cn ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับ Groupon ต้นฉบับ ในจำนวนเว็บเลียนแบบเหล่านี้ เจ้าที่เป็นผู้นำในตลาดขณะนี้คือ Juhuasuan (จวี้-หวา-ซ่วน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Taobao ผู้นำในตลาด e-commerce ของจีน

Juhuasuan มียอดผู้เข้าชมเวบไซต์เดือนละเืกือบ 76 ล้านคน

ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าเมื่อ Gaopeng ซึ่งมาจาก Groupon ต้นฉบับเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป

21 มี.ค. 2554

คนจีนก็ช้อปทางอินเตอร์เน็ตมากเหมือนกัน


ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาด DDMA ซึ่งได้ทำการศึกษาตลาดออนไลน์ในเมืองใหญ่ระบุว่า ปีที่แล้วการซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนมีมูลค่า 82,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.46 ล้านล้านบาท) ตัวเลขดังกล่าวถึงแม้ว่าจะเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด แต่ก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 95%

ตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ของจีนกำลังไล่ตามผู้นำในเอเชียอย่างเกาหลีและญี่ปุ่นมาอย่างกระชั้นชิดแล้ว

นักวิจัยได้ให้เหตุผลว่าการที่คนจีนหันมาซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้นก็เพราะว่าเมืองใหญ่ ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้กำลังขยายตัวออกไปทุกทิศทุกทาง บ้านพักอาศัยใหม่ ๆ ที่ราคาถูกกว่าเกิดขึ้นมากมายตามชานเมือง ในขณะที่ร้านค้าปลีกรายใหญ่ ๆ ยังตามไปเปิดสาขาใหม่ไม่ทันกับการขยายตัวของเมือง ดังนั้น คนจีนที่อาศัยอยู่นอกเมืองจึงมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเดินทางเข้าไปซื้อที่ร้านในเมือง

"ฉันซื้อสินค้าเกือบทุกอย่างทางอินเตอร์เน็ตยกเว้นของกินของใช้ประจำวัน ที่พักฉันอยู่ไกลมาก และคงต้องใช้เวลาสองถึงสามชั่วโมงเพื่อเข้าไปซื้อของในเมือง ส่วนการซื้อทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ของเร็วมาก ของจะมาส่งถึงที่บ้านในวันที่สั่งซื้อเลย" สาวนักช้อปออนไลน์ซึ่งอาศัยอยู่ชานเมืองปักกิ่งอธิบาย

นอกจากนี้เธอยังสามารถคืนสินค้าได้ด้วยหากไม่พอใจ โดยพนักงานส่งสินค้าคนเดิมจะมารับสินค้าคืนถึงบ้านเช่นกัน

ฟังดูสะดวกสบายล้ำเลิศกว่าการช้อปออนไลน์บ้านเราเยอะเลย

นักวิจัยยังได้สัมภาษณ์นักช้อปออนไลน์อีกมากและพบว่าหลายคนมีประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจนักกับพนักงานขายสินค้าตามร้านค้า

พนักงานขายส่วนใหญ่มักจะเป็นแรงงานอายุน้อยจากต่างเมืองที่เข้ามาหางานทำในเมือง มีช่องว่างมากมายระหว่างพนักงานขายกับลูกค้า และส่วนใหญ่พนักงานขายเหล่านี้มักจะไม่ค่อยรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับสินค้าที่พวกเขาขาย ดังนั้น นักช้อปที่ฉลาดมักจะทำการบ้านด้วยตัวเองโดยการศึกษาข้อมูลสินค้าจากอินเตอร์เน็ตก่อนจะตัดสินใจซื้อ

และก็เป็นไปได้มากที่เมื่อหาข้อมูลสินค้าจนพอใจแล้ว เขาก็อาจจะตัดสินใจซื้อทางอินเตอร์เน็ตไปเลย จะได้ไม่ต้องไปปวดหัวกับพนักงานขายอีก

"เราพบว่ามีหลายครั้งที่การซื้อเกิดขึ้นหลังจากใครสักคนหนึ่งในกลุ่มไปดูโทรศัพท์มือถือหรือ tablet computer ที่ร้านค้า แล้วกลับบ้านไปเล่าความประทับใจให้เพื่อนฟังทาง social media พวกเขาจะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และในที่สุดเพื่อนในกลุ่มบางคนก็จะตัดสินใจซื้อสินค้านั้น โดยไม่จำเป็นต้องไปดูสินค้าที่ร้านกันทุกคน" หัวหน้าทีมวิจัยเล่าให้ฟังถึงกระบวนการที่เกิดขึ้น

ผู้บริโภคในจีนดูเหมือนจะเชื่อถือเว็บไซต์มากกว่าพนักงานขาย ต่างจากทัศนคติของผู้ซื้อบางกลุ่มในยุโรปหรืออเมริกาที่คิดว่าการซื้อทางอินเตอร์เน็ตพวกเขามีโอกาสถูกหลอกขายสินค้าปลอมมากกว่าการซื้อจากร้านค้าจริง ๆ

ในจีนซึ่งเต็มไปด้วยสินค้าปลอม กลับกลายเป็นว่าการซื้อจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตโดยตรงทำให้นักช้อปจีนรู้สึกสบายใจกว่ามาก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนนั้น "อินเทรนด์" ขนาดไหน ในตอนท้ายของรายงานฉบับนี้ได้อ้างตัวเลขเกี่ยวกับเว็บไซต์ Taobao (เถาเป่า) เว็บ e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในจีนว่า มีร้านค้าออนไลน์เปิดทำการอยู่ในเว็บไซต์นี้ถึง 30,000 ร้าน และมีการซื้อขายสินค้าราว 53,000 รายการในทุก ๆ นาที

เห็นตัวเลขอย่างนี้แล้ว ผมว่าพ่อค้าแม่ขายบ้านเราน่าจะหาช่องทางเข้าไปขายกับเขาบ้างนะครับ

ที่มา BBC News

22 ก.พ. 2554

ประสบการณ์โดน "บล็อค" ของผม


ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มทำเว็บภาษาจีนของตัวเอง ผมเคยได้ยินมาบ้างว่าประเทศจีนมีการบล็อคเว็บไซต์บางแห่ง เช่น facebook, twitter, youtube เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ถูกบล็อคโดยตรง จนเมื่อผมมาลองทำเว็บของตัวเองนั่นแหละ จึงได้รู้ซึ้งว่าเรื่องนี้สำคัญยังไง

ผมเริ่มทำ blog ภาษาจีนครั้งแรกประมาณต้นปี 2553 โดยศึกษาจากหนังสือแนะนำการทำ blog ด้วย WordPress ทีแรกผมใช้โฮสต์ฟรีตามที่หนังสือแนะนำ พอทำเสร็จก็รีบส่งอีเมล์ไปบอกเพื่อนคนจีนที่เซี่ยงไฮ้ กะจะอวดซักหน่อย แต่เพื่อนผมตอบกลับมาว่าเข้าไปดูไม่ได้ อ้าว! ทำไมล่ะ?

ผมนั่งงง ๆ อยู่พักนึง เดาว่าอาจจะเป็นเพราะข้อความแนะนำตัวใน blog มีบางส่วนพูดถึงเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าจะใช่ ทางการจีนจะมาเซ็นเซอร์เรื่องม็อบเสื้อแดงทำไมกัน ทีวีช่อง CCTV ของจีนเองยังมีรายงานข่าวอยู่เลย

ผมเข้าไปตั้งคำถามในเว็บบอร์ดภาษาจีนแห่งหนึ่ง เป็นชุมชนของคนใช้ WordPress ในประเทศจีน จึงได้รู้ว่าเว็บของผมโดนบล็อคเป็นที่แน่นอน แต่จะด้วยสาเหตุอะไรไม่อาจบอกได้แน่ชัด บางทีโฮสต์ที่ผมใช้อยู่อาจจะโดนบล็อคทั้งหมดก็ได้ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทำเว็บในจีน ทางออกที่เขาแนะนำผมก็คือ ย้ายโฮสต์

ในระหว่างนั้น ผมค้น google เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ามีคนที่เจอปัญหาถูกบล็อคในจีนไม่น้อยเหมือนกัน และส่วนใหญ่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า ย้ายโฮสต์

ผมอ่านเจอคำถามในข้อมูลที่ค้นมาว่ามี blogger ฝรั่งคนนึง เขาถามว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะติดต่อกับหน่วยงานราชการของจีนเพื่อขอทราบเหตุผลที่ถูกบล็อค ปรากฏว่าคนที่เข้ามาตอบคำถามนี้บอกว่าอย่าเสียเวลาดีกว่า เพราะถ้าไปถามราชการจีน เขาจะตอบว่าเขาไม่มีนโยบายในการบล็อคเว็บไซต์ ไม่มีปรากฏในบทบัญญัติข้อไหนเลยในกฎหมายจีนว่ารัฐบาลจะบล็อคเว็บไซต์ของคุณ... ชัดมั้ยครับ

เป็นอันว่าหลังจากอ่านโน่นอ่านนี่สารพัด ผมก็ตัดสินใจทำอย่างที่หลายคนทำมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ ย้ายโฮสต์

ผมเริ่มติดตั้ง WordPress ใหม่โดยขอใช้พื้นที่ในโฮสต์ที่เพื่อนผมมีอยู่ เขาเป็น Web designer จึงเช่าโฮสต์ขนาดใหญ่ไว้สำหรับแบ่งไปทำเว็บให้ลูกค้า โฮสต์นี้เป็นของ Hostgator ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีพอสมควร ผมคิดว่ารัฐบาลจีนคงจะไม่บล็อค Hostgator หรอกน่า

ปรากฏว่าผมคิดผิดครับ หลังจากติดตั้ง WordPress อันใหม่เสร็จ ผมส่งอีเมล์ไปหาเพื่อนที่เซี่ยงไฮ้อีกครั้ง เขาตอบว่ายังเข้าไม่ได้เหมือนเดิม อ้าว! ยังไงล่ะทีนี้

ผมชักหงุดหงิด เหมือนโดนตามจองล้างจองผลาญยังไงยังงั้น ไม่รู้จะไปถามเรื่องนี้กับใครได้ ผมเลยกลับไปหา google อีกครั้ง จนไปเจอบทความใน blog อันนึง เขาเล่าว่าเขาก็เคยโดนบล็อคเหมือนกัน และต้องย้ายโฮสต์อยู่หลายครั้ง จนมาเจอกับโฮสต์เจ้านึงที่มีบริการย้ายเว็บไปอยู่อีก server ได้ทันทีในกรณีที่ถูกบล็อค หลังจากย้ายมาอยู่กับโฮสต์เจ้านี้แล้วเขาก็ไม่เจอปัญหากวนใจอีกเลย

ก็ไม่รู้ว่าเป็นแผนการโฆษณาหรือเปล่า แต่ผมก็ส่งอีเมล์ไปถามโฮสต์เจ้านั้นให้แน่ใจว่าเขามีบริการอย่างที่ได้อ่านมาจริง ๆ และเมื่อเขาตอบยืนยันกลับมา ผมก็ตัดสินใจเช่าโฮสต์ที่นี่และเริ่มต้นทำ blog ใหม่เป็นครั้งที่สาม คราวนี้ฉลุยครับ เพื่อนที่เซี่ยงไฮ้ตอบกลับมาว่าเข้าได้แล้ว แถมยังเข้าไปเขียนคอมเมนท์แรกใน blog เป็นประเดิมให้ผมด้วย และตั้งแต่นั้นมา blog นี้ของผมก็ไม่เคยมีปัญหาโดนบล็อคอีกเลย

เรื่องนี้น่าจะจบอยู่แค่นี้ ถ้าผมไม่บังเอิญได้ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กับครอบครัวและเพื่อน ๆ ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีเพื่อนที่เป็น Web designer คนนี้ไปด้วย ตอนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้เขาลองเข้าเว็บของเขาและของลูกค้าดู พบว่ามีบางเว็บเข้าไม่ได้ แต่บางเว็บเข้าได้ ทั้ง ๆ ที่ใช้โฮสต์ของ Hostgator เหมือนกัน แต่เป็นคนละ server กัน จึงสรุปได้ว่า Hostgator ไม่ได้ถูกบล็อคทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าเว็บนั้นอยู่ที่ server ตัวไหนด้วยครับ

คราวหน้าผมจะบอกวิธีตรวจสอบว่าเว็บของคุณโดนบล็อคหรือเปล่า